หน้าหลัก
ประวัติของหมู่บ้าน
ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว
อาชีพหลัก
ประเพณีความเชื่อ
ประเพณีที่ถือปฏิบัติ
ความเชื่อต่างๆ
พิพิธภัณฑ์หนองขาว
การละเล่นพื้นบ้าน
เพลงพวงมาลัย
อดีตเจ้าอาวาส
 

เทศบาลตำบลหนองขาว
เทศบาลหนองหญ้าดอกขาว
รพสต.หนองขาว
สภ.หนองขาว
โรงเรียนวัดอินทาราม
ศูนย์จำหน่ายสินค้า
 

   
   
 
 

 

 

 

ประเพณีที่ถือปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนในรอบปี

ชุมชนบ้านหนองขาวมีงานประเพณีที่ถือปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนในรอบปีคล้ายกับชุมชนอื่น ๆ ในเขตภาคกลาง แต่ชาวบ้านที่บ้านหนองขาวนี้ยังคงยึดถือปฏิบัตินี้ชาวบ้านจะนับตามเดือนของไทย ดังนี้


1.เดือนอ้าย หรือเดือนธันวาคม

    เนื่องจากเดือนนี้อยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว จึงไม่มีงานประเพณีแต่จะมีการทำบุญตามปกติในวันทุกวันพระ


2.เดือนยี่ หรือเดือนมกราคม

   เดือนนี้ยังจัดอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากจะทำบุญตามปกติในวันพระแล้ว ยังมีการทำบุญเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ (สากล) อีกด้วยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านถือเป็นธรรมเนียมในการเอาแรงกันเกี่ยวข้าวหรือ

   มีการลงแขกเกี่ยวข้าวโดยหมุนเวียนไปแต่ละนา เจ้าของนาจะต้องเลี้ยงดูหุงหาอาหารให้กับผู้ที่มาช่วยลงแขกเป็นอย่างดี โดยหาบอาหารไปเลี้ยงยังทุ่งนาซึ่งนอกจากอาหารคาวแล้วก็ยังมีอาหารหวานด้วย ส่วนเด็ก ๆ เมื่อรู้ว่านาแห่งใดมีการลงแขกเกี่ยวข้าว ก็จะนำผ้าขาวม้ามาปูไว้ตามทางที่เจ้าของนาจะหาบอาหารผ่าน แล้วแอบหลบอยู่แถวนั้น เมื่อหญิงเจ้าของนาหาบอาหารผ่านมาเห็นผ้าขาวม้าปูอยู่ก็จะทราบและปฏิบัติเป็นธรรมเนียมโดยการตัดแบ่งวางอาหารไว้ให้บนผ้าขาวม้านั้น


3. เดือนสาม หรือเดือนกุมภาพันธ์

     เดือนนี้เป็นช่วงที่ชาวนาเริ่มนวดข้าว โดยก่อนที่จะถึงขั้นตอนการนวด ก็จะต้องทำพิธี”รับขวัญข้าว” จากทุ่งนามายังบ้าน ในการรับขวัญข้าวจะต้องมีการปั้นขวัญข้าว โดยนำดินที่ทุ่งนาของตนมาปั้นเป็นรูปหัวคนแล้วเสียบไม้ นำรวงข้าวมาผูกที่กลางไม้ ผูกผ้าสามสี แล้วปักบนเกวียนหรือรถที่บรรทุกข้าวมายังบ้าน

    ขณะที่บรรทุกข้างมาบ้าน หากทำข้าวหกระหว่างทางก็ต้องนำขนมต้มขาวต้มแดงไปรับขวัญข้าว เมื่อนำข้าวมาถึงบ้านเล้วก็จะเรียงฟ่อนข้าวให้เป็นกองแล้วนำขวัญข้าวปักไว้ที่ลอมข้าว จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการนวดข้าว เมื่อนวดเสร็จก็จะมีการ “ทำขวัญยุ้ง” ซึ่งนิยมทำในวันศุกร์โดยนำฟางมาผูกเป็นรูปคนนั่งขัดสมาธิ เอาผ้าแดงผูกหัว ใส่ไว้ในยุ้งข้าวเรียกว่า “ตาปู่พก” มีหน้าที่เฝ้าข้าว แล้วนำขนมต้มขาวต้มแดง หัวข้าวหัวแกง หมาก พลู มาบูชาแม่โพสพ ขณะที่บูชาก็ให้พูดแต่สิ่งที่ดี ๆ เพื่อจะให้ข้าวอุดมสมบูรณ์ เมื่อทำขวัญยุ้งเสร็จแล้วก็จะทำขนมต้มขาว ต้มแดงใส่ไว้ในมือตาปู่พุกด้วย

     เดิมในอดีตชาวนาชาวบ้านหนองขาวนิยมนวดข้าวโดยใช้วิธีให้วัวหรือควายเดินย่ำบนฟ่อนข้าว การใช้วัว/ควายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของลานนวดข้าว หรือตามจำนวนวัว/ควายที่มี แต่ส่วนใหญ่จะใช้วัวในการนวดข้าวมากกว่าควาย เพราะที่บ้านหนองขาวชาวบ้านนิยมเลี้ยงวัว นอกจานี้ยังมีธรรมเนียมว่าบ้านใดที่มีลูกสาวที่ได้รับการสู่ขอหรือหมั่นหมายจากหนุ่มเพื่อนบ้านแล้ว หนุ่มคู่หมั่นจะต้องระดมระวัวของเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องของตนไปช่วยนวดข้าวในบ้านฝ่ายหญิง ทำให้ในวันนวดข้าวจะมีวัวเป็นจำนวนมาก บรรยากาศในการนวดข้าวจึงสนุกสนานครื้นเครง ส่วนทางบ้านฝ่ายหญิงจะเตรียมสำรับกับข้าวคาวหวานนานาชนิดไว้รับรอง หลังจากเสร็จงานการนวดข้าวและก็จะนำวัวมาแข่งกัน ทำให้เกิดการ “แข่งขันวิ่งวัวลาน” ขึ้น

     นอกจากนี้หากปีใดถึงเดือน 3 แล้วยังแห้งแล้วมากก็จะมีการทำ “พิธีขอฝน” ชาวบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เย็นบทตภูโตซึ่งเป็นบทสวดขอฝนเป็นเวลา 3 วัน โดยจะต้องทำกลางแจ้ง และมีการปั้นรูป “พ่อเมฆ แม่หมอก” โดยนำดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปชายหญิงประนมมือนั่งคู่กัน แล้วนำไปไว้ที่หน้าสระน้ำหน้าหมู่บ้าน

     ในเดือนสามนอกจากกิจกรรมข้างต้นแล้วยังมีการทำบุญเวียนเทียนเนื่องในวันมาฆบูชา หรือวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นวันพระใหญ่ ตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตรฟังเทศน์ฟังธรรมผู้เฒ่าผู้แก่ถือศีล ส่วนในตอนเช้าย่ำค่ำมีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ


4. เดือนสี่ หรือเดือนมีนาคม

    ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่เริ่มว่างเว้นจากการทำนา แต่ละบ้านเริ่มประกอบอาชีพรอง คือการทำน้ำตาลโตนด ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ต้นตาลจะให้น้ำตาลสด ขั้นตอนในการนำน้ำตาลสดลงมาจากต้น เริ่มจากการหักวงตาลที่มีหลายนิ้วให้เหลือก้านละ 2 นิ้ว ตาลเหมือนหูกระต่าย แล้วปั่นงวงตาลโดยเอามือจับวงตาลแล้วหมุนควงเป็นวงกลมเพื่อให้เสี้ยนในวงกระจายตัวแล้วทิ้งเอาไว้ 1 วัน จากนั้นจึงถึงขั้นตอนการนวดงวงตาล ไม้นวดทำมาจากไม้ 2 เล่ม มัดปลายติดกันมีด้ามถือ 2 ข้างไว้กดบีบนวดงวงตาล การนวดนี้ต้องนวดให้ครบ 3 ไม้ โดยน้ำหนักความแรงของการนวดสามารถนำไปเปรียบเทียบกับมด คือ ไม้ที่หนึ่งแรงนวด แค่ “มดขาแพลง” นั่นคือไม้แรกนี้ต้องเบาและนิ่มนวลมาก ไม้ที่สองเพิ่มแรงนวดขึ้นมาอีกนิดโดยแค่ “มดคลาน” สำหรับไม้ที่สามซึ่งเป็นไม้สุดท้ายนั้นให้นวดแค่ “มดตายพอดี” คือการเพิ่มแรงกดนวดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

     พอนวดครบสามไท้ให้ทิ้งไว้ 1 วัน แล้วชิมหน้าโดยการเอามีดปาดปลายงวงตาล สังเกต ดูการไหลของน้ำตาล ถ้าไม่มีน้ำตาลไหลออกมาก็ต้องเริ่มนวดใหม่ จนกระทั่งมีน้ำตาลไหลซึมออกมาจากงวง พอมีน้ำตาลไหลซึมออกมาดีแล้วก็มัดนิ้วตาลรวม กัน 4 นิ้วตาล ทิ้งไว้อีก 2 คืน เอากระบอกใส่น้ำเปล่าขึ้นไปดอง โดยเอานิ้วตาลที่มัดรวมกันแช่น้ำในกระบอกจนสุดงวง ดอกไว้จนครบ 2 วัน 2 คืน จึงชักกระบอกดองออก เอามีดปาดผลายงวงอีกครั้งน้ำตาลจะไหลออกมาแล้วผูกกระบอกให้แน่นกับงวงเพื่อรองน้ำตาลที่หยอดลงมา การขึ้นไปรองน้ำตาลนี้จะเป็นหน้าที่ของผู้ชายโดยจะขึ้นไปรองน้ำตาลในตอนเย็นแล้วขึ้นไปปลดตอนเช้า ต้นตาล 1 ต้น จะรองน้ำตาลได้ประมาณ 5 –6 กระบอก (ชัชวาล ทองดีเลิศ,2543) เมื่อผู้ชายปลดกระบอกน้ำตาลลงมาแล้วจะนำไปให้ผู้หญิงต้มเป็น “น้ำตาลสุก” เพื่อว่าจะได้เก็บไว้ดื่มได้นานกว่าน้ำตาลสด ๆ นอกจากนั้นยังนำไปเคี่ยวในกระทะจนเหนียวข้น แล้วนำไปผึ่งให้เย็นก็จะได้ “น้ำตาลปึก” การทำตาลนี้ชาวบ้านจะทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งล่วงเข้าฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมจึงหยุดขึ้นตาล

     นอกจากการทำน้ำตาลโตนดแล้ว บ้านที่มีกี่ทอผ้าผู้หญิงจะทำการทอผ้า ขณะที่ ผู้ชายออกไปหาของป่าเลี้ยงวัว ทำไร่ หรืองานฝีมือ โดยเฉพาะงานช่างไม้ งานปลูกบ้าน –สร้างเรือน


5. เดือนห้า หรือเดือนเมษายน

     ในเดือนเมษายนนี้ชุมชนบ้านหนองขาวมีงานประเพณีใหญ่อยู่ 2 ประเพณี คือประเพณีตรุษไทยและประเพณีสงกรานต์

     ประเพณีตรุษไทย เป็นประเพณีที่คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างเดือนสี่และเดือนห้า โดยตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 4 ถือเป็นวนจ่ายเพื่อเตรียมสิ่งของไว้ทำบุญ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 เป็นวันที่ชาวบ้านทำบุญตักบาตรในตอนเช้า มีการละเล่นสนุกสนานในช่วงบ่าย โดยจะเล่นกันจนถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 สำหรับการละเล่นนั้นมักเป็นการละเล่นพื้นบ้านอาทิ การเล่นโม่ง การเล่นข้าวหลามตัด การเล่นอ่วม-แป๊ว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการละเล่นอื่น ๆ เช่น มอญซ่อนผ้า แย้ลงรู หัวล้านชนกัน ฯลฯ อีกด้วย สำหรับประเพณีตรุษนั้นเป็นประเพณีที่แสดงความยินดีให้กับชีวิตที่สามารถผ่านพ้นอุปสรรค ภัยอันตราย และมีชีวิตยั่งยืนมาได้จนถึงวันตรุษนี้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการทำบุญทำทานเพื่อไม่ให้มัวเมาหรือประมาทในการดำเนินชีวิต

     ประเพณีสงกรานต์ วันสงกรานต์ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่เดิมของไทยมาแต่โบราณ ในประเพณีนี้ ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะจัดให้มีการทำบุญ 4 วัน ในระหว่างวันที่ 12 –15 เมษายน ของทุกปี โดยวันที่ 12 –14 จะมีการทำบุญเลี้ยงพระ แล้วเล่นน้ำสงกรานต์ ส่วนในวันที่ 15 หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วันท้ายสงกรานต์” จะมีการถวายภัตตาหารเพลแล้วทำบุญกระดูก เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และมีผู้บุญคุณที่ให้ไร่ให้นาไว้ทำมาหากิน สิ่งสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ในประเพณีตรุษและประเพณีสงกรานต์ของชาวบ้านบ้านหนองขาวก็คือการทำบุญด้วย ข้าวเหนียวแดง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ขนมแปร” นอกจากนี้ในประเพณีสงกรานต์ยังมีการรวมกลุ่มกันปิ้งขนมบ้าบิ่น และมีการละเล่นต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่เล่นในประเพณีตรุษ งานประเพณีสงกรานต์นับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบ้านหนองขาว เนื่องจากถือเป็นงานประจำปีปิดทองหลวงพ่อพระป่าเลไลย์อีกงานหนึ่ง


6. เดือนหก หรือเดือนพฤษภาคม

     หลังจากสนุกสนานกันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว เมื่อถึงเดือนหกซึ่งเข้าสู่ฤดูฝน ชาวนาจะเริ่มทำนาและตกกล้า สำหรับชาวบ้านหนองขาวเมื่อถึงวันแรม 7 ค่ำ เดือน 6 จะทำพิธีขอฝน ผู้ที่บทบาทในการประกอบพิธีดังกล่าวก็คือร่างทรงที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในหมู่บ้าน

     ในตอนเช้าชาวบ้านจะเดินทางไปทำพิธีขอฝนยังบริเวณที่เรียกว่า “ห้วยโก” เมื่อไปถึงก็จะช่วยกันปลูกศาลเพียงตา จากนั้นเจ้าก็จะเริ่มประทับทรง เมื่อเจ้าองค์ที่มีความสำคัญประทับทรงแล้ว ชาวบ้านก็จะยกเครื่องสังเวยขึ้นตั้งบนศาลเพียงตา เครื่องสังเวยประกอบด้วยบายศรีปากชาม 2 ปาก กล้วย 2 อุ้ม (หวี) ผลไม้ 2 จาน ขนมแห้ง 2 จาน ขนมถ้วยขึ้น (ขนมถ้วยฟู) 2 จาน แล้วเจ้าที่เข้าประทับทรงจะช่วยกันทำน้ำมนต์ แล้วนำน้ำมนต์นั้นมาตั้งบนไม้ไผ่ลำเดียวแต่ผ่าเป็นสามง่ามโดยต้องตั้งขันน้ำมนต์ให้สูงเสมอตา

     จากนั้นเจ้าจะร่วมกันก่อพระทราย แล้วเทน้ำรดพระทรายให้น้ำไหลลงมายังสระจำลองที่ชาวบ้านขุดเตรียมไว้ ภายในสระจะมีดินเหนียวปั้นเป็นรูปสัตว์น้ำ 5 ชนิด ชนิดละ 1 ตัว ได้แก่ ปลาไหล ปลาหมอ ปลาดุก ปลาช่อน และเต่า สระจำลองที่ขุดนี้จะต้องหันไปทางทิศตะวันออกและต้องขุดเปิดปากสระไว้ด้วย เชื่อว่าจะทำให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

     จากนั้นชาวบ้านแต่ละคนจะนำสำรับที่ตนเตรียมมาจากบ้าน มาตั้งในแพซึ่งเป็นโครงไม้มัดด้วยแฝก เรียกแพนี้ว่า “กระแบะกระบาล” ในกระแบะกระบาลประกอบด้วย ตุ๊กตาดินเหนียวชายหญิง 1 คู่ และช้างม้า 1 คู่ โดยตุ๊กตาผู้ชายและช้างอยู่ที่ด้านหัวแพ ส่วนตุ๊กตาผู้หญิงและม้าอยู่ที่ท้ายแพ ทั้งส่วนหัวและท้ายแพจะมีบายศรีปากชาม หัวข้าวหัวแกง (หมายถึงข้าวและแกงที่ตักขึ้นจากหม้อเมื่อปรุงเสร็จ โดยยังไม่ได้ไม่ตักไปรับประทาน) ขนมเปียกปูน เหล้าขาว หมูนอนตอง (หมูสดวางบนใบตอง) ที่ละ 1 ชุด และมีธงแดงปักทั้งด้านหัวและท้ายของแพ

     สำรับที่ชาวบ้านนำมาวางบนกระแบะกระบาล ประกอบด้วย ตุ๊กตาดินเหนียวตัวเล็ก ๆ ตามจำนวนคนในครอบครัว โดยนำเศษผ้ามานุ่งให้ตุ๊กตา ขนมต้มแดงต้มขาว ของแห้งในครัว เช่น กะปิ เกลือ หัวหอม พริก และเมล็ดพืชที่ใช้ในการเกษตร เช่น ข้าว ถั่ว งา เป็นต้น การทำพิธีในขั้นตอนนี้เป็นการไหว้ผีตายโดยผิดปกติหรือ “ผีตายโหง” และผีที่อดอยากให้ได้กินอิ่มและได้ข้าวของไปเก็บไว้ใช้ในภพภูมิของตน เชื่อว่า เมื่อผีเหล่านี้อิ่มแล้วก็จะไม่มารบกวน ชาวบ้านจะได้อยู่กันอย่างสุขสบาย จากนั้นก็จะไปถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์

     ครั้งถึงเวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าจะเริ่มทำพิธีขอฝน โดยจะบวงสรวงและร้องรำอย่างสนุกสนาน ชาวบ้านจะช่วยกันตัดไม้มะกอกมาทำขุนเพ็ดให้ได้เป็นจำนวนคี่ แล้วมอบให้กับผู้ส่งกระแบะกระบาล ชาวบ้านเชื่อว่าผู้ส่งกระแบะกระบาลจะต้องเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เคยเป็นผู้ส่งกระแบะกระบาลแทนคนในหมู่บ้านมาก่อน จากนั้นผู้ส่งกระแบะกระบาลจะยกแพไปตั้งแล้วจุดธูป 9 ดอก อธิษฐานแล้วปักไว้ที่หัวและท้ายแพ แล้วนำแพไปส่งคือยกไปวางไว้ทางทิศตะวันออก เจ้าจะเปิดทดน้ำในสระเล็ก เพื่อเป็นเคล็ดว่าน้ำจะได้ไหลมาอย่างอุดมสมบูรณ์ จากนั้นเจ้าก็จะนำน้ำมาสาดเล่นกับพวกเจ้าด้วยกัน และวิ่งไปแย่งขุนเพ็ดจากชาวบ้านแห่มายังศาลในหมู่บ้านชื่อ “ศาลปู่เจ้าบ้าน” เมื่อมาถึงก็จะเวียนรอบศาล 3 รอบ แล้วนำขุนเพ็ดปักไว้ที่ศาลจึงเสร็จพิธี

     แต่ถ้าหากถึงเดือน 6 แล้วฝนยังไม่ตก ในสมัยก่อน ชาวบ้านจะจัดให้มีการ “แห่นางแมว” ขึ้น ในการแห่นางแมวนั้น จะเริ่มแห่ประมาณ 1 ทุ่ม ชาวบ้านจะตัดไม้มาทำขุนเพ็ดแล้วทาสีแดง นำแมวตัวเมียมาใส่ในข้องดักปลาแห่ร้องรำไปรอบหมู่บ้านอย่างสนุกสนาน ประเพณีการแห่นางแมวนี้ในปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว เพราะชาวบ้านได้รับน้ำจากคลองส่งน้ำชลประทานที่ส่งมาจากเขื่อนวชิราลงกรณ์แทนฝนที่ได้รับมาจากธรรมชาติ

     สำหรับประเพณีทางพุทธศาสนาที่ชาวบ้านทำในเดือนนี้ ได้แก่ การทำบุญวัน วิสาขบูชาและทำบุญสลากภัต การถวายสลากภัตของชาวบ้านหนองขาวนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสี่ยงทายน้ำฝนที่จะใช้ในการทำนา โดยจะทำในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ในวันนี้ชาวบ้านจะนำอาหารซึ่งได้แก่ ขนมจีน ข้าวเหนียวมะม่วง และผลไม้ต่าง ๆ จัดใส่ถาดแล้วนำไปทำบุญที่วัด หลังจากถวายภัตตาหารแล้ว ทายกผู้เป็นหัวหน้าก็จะนำสลากซึ่งเขียนหมายเลขไว้มาให้ชาวบ้านที่นำของมาทำบุญสลากภัตจับ เมื่อจับได้เลขใดก็จะนำเครื่องสลากภัตไปถวายที่พระสงฆ์รูปนั้น โดยเริ่มนับ 1 จากเจ้าอาวาสซึ่งนั่งอยู่ที่หัวแถว หลังจากที่ชาวบ้านถวายจนครบทุกคนแล้วก็จะดูว่าเครื่องสลากภัตไปอยู่มากในช่วงใด ถ้าไปอยู่ตรงช่วงหัวแถวมากก็แสดงว่า ฝนจะดีตอนต้นปีคือในเดือน 6 หากอยู่ตรงกลางมากแสดงว่าฝนจะดีในช่วงกลางปีคือเดือน 7 และเดือน 8 หากอยู่ท้ายแถวมากแสดงว่า ฝนจะดีในช่วงปลายปีคือในเดือน 9 แต่หากช่วงใดของแถวไม่มีเครื่องสลากภัตเลย แสดงว่าช่วงนั้นจะไม่มีฝนชาวบ้านบ้านหนองขาวมีความเชื่อว่าการเสี่ยงทายโดยการถวายสลากภัตนี้มีความแม่นยำมาก

     การถวายสลากภัตเพื่อเสี่ยงทายน้ำฝนหากนาจะให้ผลผลิตดี เครื่องสลากภัตควรจะอยู่มากที่กลางแถวและปลายแถว เพราะในการทำนานั้นหากฝนต้นปีไม่ดีก็ยังถือว่าไม่สำคัญนักแต่ฝนกลางปีและฝนปลายปีต้องดี เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงข้าวออกรวงจึงต้องใช้น้ำมาก ถ้าข้าวออกรวงแล้วไม่มีฝนก็จะได้ข้าวไม่มากผลผลิตในปีนั้นก็ไม่ดี นอกจากนี้ในเดือน 6 ยังมีประเพณีที่ชาวบ้านเรียกว่า “งานปี” หรือ “งานประจำปี” คือการทำบุญและการตั้งศาลยายตามศาลเจ้าต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนมากในหมู่บ้าน


7. เดือนเจ็ด หรือเดือนมิถุนายน

     ในเดือน 7 ชาวบ้านจะเริ่มดำนา ที่บ้านหนองขาวปัจจุบันยังมีการเอาแรงกันอยู่ โดยฝ่ายชายจะไปไถนาให้ฝ่ายหญิงในเดือน 6 ส่วนฝ่ายหญิงก็จะไปดำนาให้ฝ่ายชายในเดือน 7 ถึงเดือน 8


8.เดือนแปด หรือเดือนกรกฎาคม

     ประเพณีที่สำคัญในเดือนนี้ คือ การทำบุญในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาชาวบ้านบ้านหนองขาวจะทำบุญ 2 วัน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา โดยถือว่าพระสงค์จะเข้าพรรษาตั้งแต่เที่ยงคืนของ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นต้นไปและนานเป็นเวลา 3 เดือน ดังนั้นหากมีพระจรมาจำพรรษาที่วัดหนองขาว ก็จะต้องมาก่อนเที่ยงคืนด้วย โดยมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถือศีลรออยู่ที่วัด อาหารสำคัญที่ใช้ในการทำบุญวันเข้าพรรษาของชาวบ้านบ้านหนองขาว คือ ขนมเทียน ในช่วงเข้าพรรษานี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะถือศีลอย่างเคร่งครัดและไปทำบุญในทุกวันพระ


9.เดือนเก้า หรือเดือนสิงหาคม 

    ไม่มีประเพณีที่สำคัญในเดือนนี้ นอกจากการทำบุญตามปกติในวันพระ


10.เดือนสิบ หรือเดือนกันยายน

     ประเพณีในเดือนนี้คือประเพณีสารทไทย ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะทำบุญสารทไทย

ในวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 โดยจะทำบุญใส่บาตรพระด้วยกระยาสารทและกล้วยไข่ ซึ่งประเพณีสารทไทยนี้ชาวบ้านถือว่าเป็นการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลให้ผลผลิตในไร่นาได้ผลสมบูรณ์


11.เดือนสิบเอ็ด หรือเดือนตุลาคม

      ช่วงเดือนนี้เป็นช่วงที่ข้าวตั้งท้องออกรวง ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะ “ทำขวัญข้าว” โดยนิยมทำในวันศุกร์ข้างขึ้นก่อนเพล เพราะเชื่อว่าการที่ข้าวตั้งท้องออกรวงก็คือ การที่แม่โพสพแพ้ท้องอยากกินของเปรี้ยวของหวานเช่นเดียวกันกับผู้หญิงที่ตั้งท้อง จึงต้องนำข้าวพล่าปลายำ หัวข้าวหัวแกง ส้มเขียวหวานหรือส้มมะขาม กล้วย ถั่วงา น้ำ ดอกไม้ ธูปเทียน มาบูชาแม่โพสพและต้องแต่งตัวให้แม่โพสพด้วยการนำผ้าขาวม้าไปหุ้มที่กอข้าว และเอาหวีเสียบไว้ที่กอข้าว 1 อัน จากนั้นนำทองไปสวมที่ต้นข้าวแล้วประพรมต้นข้าวด้วยน้ำอบน้ำหอมในเดือน 11 นี้ แต่เดิมชาวบ้านบ้านหนองขาวจะมี “การขว้างข้าวเม่า” กล่าวคือ ในช่วงนี้จะชาวบ้านจะเกี่ยวข้าวที่ไม่แก่ไม่อ่อน เพื่อนำมาคั่วและตำเป็นข้าวเม่า ซึ่งผู้หญิงจะเป็นฝ่ายมาช่วยกันตำข้าวหากบ้านใดตำข้าวเม่าก็จะมีเสียงดัง เมื่อฝ่ายชายได้ยินเสียงก็ไปเก็บมะพร้าวมาห่อผ้าขาวม้าแล้วโยนเข้าไปในบ้านที่ตำข้าวกันอยู่ ฝ่ายหญิงก็จะนำมะพร้าวไปออกแล้วนำมาทำขนมข้าวเม่า จากนั้นก็จะนำมาใส่ห่อผ้าขาวม้าของฝ่ายชายแล้วแขวนไว้ที่รั้วหน้าบ้าน คอยดูว่าชายที่โยนมะพร้าวมานั้นเป็นใคร ทางฝ่ายชายก็จะต้องแอบไปเอาขนมนั้นมากินให้ได้โดยไม่ให้ ฝ่ายหญิงรู้ว่าตนเป็นคนโยนมะพร้าวเข้าไป แต่หากชายและหญิงคู่นั้นมีความรักใคร่กัน ฝ่ายชาย ก็จะใช้ผ้าขาวม้าของตนที่คิดว่าฝ่ายหญิงจำได้มาห่อมะพร้าว เพื่อบอกให้ฝ่ายหญิงรู้เป็นนัย

     นอกจากประเพณีการทำขวัญข้าวแล้ว ในเดือนนี้ยังมีประเพณีทางศาสนาที่สำคัญคืองานออกพรรษาซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 วันออกพรรษาถือเป็นวันสิ้นสุดของการ จำพรรษาของพระสงฆ์ที่อยู่รวมกันในวัด หรือสถานที่ซึ่งอธิษฐานเข้าพรรษาในช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้ ในวันนั้นพระสงฆ์จะประกอบพิธีกรรมทำสังฆกรรม เรียกว่า “วันมหาปวารณา” คือเป็น วันที่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับความประพฤติต่าง ๆ นับตั้งแต่พระสังฆเถระ ได้แก่ พระภิกษุผู้มีอาวุโสสูงลงมา จะสามารถตักเตือนหรือเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน สำหรับชาวบ้านในวันนี้จะมาทำบุญถวายภัตตาหารเพลวันรุ่งขึ้นคือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษา 1 วัน เป็นวันที่มีการ 

     “ ตักบาตรเทโว “ ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะทำบุญขนมเทียนกับข้าวต้มมัดไต้ ซึ่งทำด้วยข้าวเหนียว ถั่วเขียว และหมู


12.เดือนสิบสองหรือเดือนพฤศจิกายน

     ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะจัดงานประเพณีสำคัญ คือการเทศน์มหาชาติ งานเทศน์มหาชาตินี้ นิยมทำหลังออกพรรษาพ้นหน้ากฐินไปแล้ว อาจทำในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 หรือ ในวันแรม 8 ค่ำก็ได้ ซึ่งในช่วงนี้น้ำเริ่มลด และข้าวอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านจง พร้อมใจกันทำบุญทาน

     ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะจัดงานเทศน์มหาชาติทุกปี ปัจจุบันจะจัดงาน 3 วัน คือวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 เรียกว่า “วันปักฉัตร” เป็นวันที่ชาวบ้านพร้อมใจกันมาเตรียมงานตกแต่งสถานที่ในวันนี้มีการสวดมนต์ในตอนเย็น วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 12 มีการทำบุญในตอนเช้า จากนั้นก็จะเริ่มเทศน์มหาชาติ โดยเทศน์ในวันนี้เพียง 7 กัณฑ์ และเทศน์ในวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 12 อีก 6 กัณฑ์ หลังจากที่เทศน์จบจนครบ 13 กัณฑ์แล้ว ก็จะมีการเทศน์สามธรรมมาสน์อีกกัณฑ์หนึ่ง เรียกว่า “เทศน์กันฑ์ตก” หรือ “เทศน์กัณฑ์หนุ่มกัณฑ์สาว” ซึ่งมักจะเทศน์กัณฑ์ชูชก กุมาร และมัทรีสาเหตุที่เรียกว่า “กัณฑ์หนุ่มกัณฑ์สาว” ก็เพราะก่อนที่จะมีการเทศน์กัณฑ์นี้ ชาวบ้านหญิงและชายจะแยกกันนั่งคนละด้านของศาลาการเปรียญแล้วเรี่ยไรเงินทำบุญแข่งขันกัน ซึ่งบางครั้งมีการแยกเป็นขบวนแห่ของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายออกเรี่ยไรตามบ้านต่าง ๆ มาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อจะดูว่าฝ่ายใดจะได้เงินมาทำบุญมากกว่ากัน ฝ่ายที่ได้น้อยกว่าก็จะถูกโห่ฮาจนต้องเรี่ยไรเพิ่ม ถือเป็นการเล่นกันสนุก ๆ เพื่อมุ่งหาเงินทำบุญเข้าวัด