หน้าหลัก
ประวัติของหมู่บ้าน
ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว
อาชีพหลัก
ประเพณีความเชื่อ
ประเพณีที่ถือปฏิบัติ
ความเชื่อต่างๆ
พิพิธภัณฑ์หนองขาว
การละเล่นพื้นบ้าน
เพลงพวงมาลัย
อดีตเจ้าอาวาส
 

เทศบาลตำบลหนองขาว
เทศบาลหนองหญ้าดอกขาว
รพสต.หนองขาว
สภ.หนองขาว
โรงเรียนวัดอินทาราม
ศูนย์จำหน่ายสินค้า
 

   
   
 
 

 

 

 

 ประเพณี  ความเชื่อ

 ประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีการดำเนินชีวิต


 

1. ประเพณีการเกิด

    จากการพูดคุยกับผู้อาวุโสที่มีอายุกว่า 60 ปี ได้เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนเวลาคลอดบุตรต้องอาศัยหมอตำแย เนื่องจากการแพทย์ยังไม่เจริญ ผู้ที่เป็นหมอตำแยสมัยนั้นก็มีอาชีพทำนาเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่น ๆ แต่ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจในฝีมือการทำคลอดจากชาวบ้านส่วนใหญ่

ช่องก่อนคลอด ผู้หญิงหนองขาวยังคงทำงานตามปกติ จะหยุดทำงานเมื่อท้องแก่ใกล้คลอด บ้านใดมีหญิงท้องแก่จะต้องไปบอกกล่าวหมอตำแยให้เตรียมตัวมาทำคลอดให้ไว้ล่วงหน้า ในช่วงก่อนคลอดนี้ชาวบ้านห้ามหญิงที่ตั้งท้องกินของดอง ของร้อน และของเผ็ดมากเกินไป ห้ามนั่งขวางบันได เพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดยาก

อุปกรณ์ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการทำคลอดและการอยู่ไฟหลังคลอด ได้แก่ ไม้สะแกหรือไม้มะขาม สำหรับใช้ในวันคลอดและระหว่างอยู่ไฟ ยันต์หรือหนังวัวหนังควายฟั่นเป็นเชือกใช้เป็นเครื่องราง ล้อเกวียนสำหรับกั้นประตูเพื่อกันไม่ให้ผีเข้ามาในห้องที่ทำคลอด หม้อดินสำหรับใส่รก เครื่องขวัญได้แก่ ข้าวสาร พานหมาก 7 พลู ด้วย 1 ขิด เงิน 6 สลึง สำหรับหมอตำแยบูชาครู และไม้รวกสำหรับตัดสายรก

เมื่อถึงวันคลอดจะต้องติดยันต์และเครื่องรางต่าง ๆ ไว้รอบห้องที่ทำคลอด นำล้อเกวียนมาวางไว้ระหว่างประตูเพื่อกันผี และต้องปลดกลอนประตูหน้าต่างทุกบานในบ้าน เพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดได้สะดวก หมอตำแยจะทำคลอด โดยมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นผู้ช่วย เริ่มจากการตั้งขวัญบูชาครู จากนั้นจึงจะทำคลอดโดยให้ผู้คลอดนั่งเหยียดขา เอาหลังพิงหมอนหรือไม้มะขามที่เตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาคลอดพ่อบ้านก็จะสาดน้ำเข้ากองไฟแล้วผลักให้ล้มลงพอดีกับที่คลอด เมื่อคลอดแล้วหมอตำแยก็จะตัดสายรกด้วยไม้รวก นำทารกใส่กระด้ง นำรกใส่หม้อดินแล้วเอาไปฝังไว้ที่ใต้บันไดหรือใต้ต้นไม้เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กไม่เที่ยวไม่ซน จากนั้นก็จะมีการร่อนกระด้งโดยหมอตำแยจะนำเด็กใส่กระด้งแล้วค่อย ๆร่อน ขณะที่ร่อนก็ร้องว่า “สามวันลูกผีสี่วันลูกคน” ทำเช่นนี้จนครบ 3 ครั้ง เมื่อครบแล้วแม่ของเด็กก็จะร้องบอกว่า “ลูกกู” เพื่อรับว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของตนจากนั้นจะนำสมุดดินสอมาวางไว้ข้าง ๆ ทารก เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กเรียนหนังสือเก่ง

ชาวบ้านบ้านหนองขาวมีข้อห้ามสำหรับหญิงหลังคลอดมากมาย เช่น ห้ามกินก๋วยเตี๋ยวหรือของที่เป็นเส้น เพราะเชื่อว่าจะทำให้มดลูกเป็นรู แต่ให้กินส้มมะขามกับเกลือหรือดินปืน ให้กินของเย็น เช่น แกงฟัก แกงส้ม ถั่ว เป็นต้น ห้ามกินข้าวเหนียว มะรุม ของหมักดอง ห้ามกินและห้ามอาบน้ำเย็น แต่ให้ต้มใบมะขามอาบเช้าเย็นแทน ห้ามกินหน่อไม้ ห้ามทำงานหนัก และห้ามร่วมเพศ

หลังคลอด คือระยะของการอยู่ไฟ ในห้องที่อยู่ไฟจะมีกองดินเกลี่ยเป็นวงกลม เพื่อใช้เป็นที่กอไป ใช้ดิน 11 กระบุง ส่วนฟืนที่ใช้คือไม้สะแก หรือไม้มะขาม บริเวณที่นอนอยู่ไฟจะเป็นกระดานแผ่นเดียว ห่างจากกองไฟประมาณ 1 เมตร ระยะเวลาการอยู่ไฟประมาณ 7-15 วัน ในขณะที่อยู่ไฟจะมีการคัดนมโดยนำใบแจง ไพล และเกลือ มาตำรวมกันแล้วห่อด้วยผ้าขาวเป็น 2 ก้อน ประคบนมด้วยการกดแล้วรีดลงไปเพราะเชื่อว่าจะทำให้ “เส้นแตก” น้ำนมจะได้ไหลสะดวกส่วนอีกก้อนจะนั่งทับเพื่อให้แผลแห้ง

ปัจจุบันประเพณีการคลอดได้เลือนหายไปจากสังคมของบ้านหนองขาวแล้ว จะมีให้เห็นก็เพียงแต่ช่วงหลังการคลอดหรือช่วงของการอยู่ไฟเท่านั้น เนื่องจากการแพทย์ที่เจริญขึ้นมากเป็นผลทำให้ชาวบ้านนิยมไปทำคลอดที่โรงพยาบาลเพราะมีความปลอดภัยสูงกว่า

 

2.ประเพณีการโกนจุก

   ประเพณีการโกนจุกนี้เป็นประเพณีที่ต่อเนื่องมาจากประเพณีการเกิด กล่าวคือ หลังจากที่เด็กเกิดมาบางคนมีสุขภาพไม่แข็งแรง ทำให้เกิดปัญหาในการเลี้ยงดูเด็ก พ่อแม่มีความเชื่อว่าเกิดจากอำนาจภูติผีปีศาจแต่สามารถป้องกันและทำการแก้เคล็ดด้วยการให้เด็กเล็กไว้ผมจุก ผมเปีย และผมแกละ จนกระทั่งเด็กมีอายุประมาณ 9-10 ขวบ จึงทำการโกนจุก

วิธีการไว้จุกของเด็กที่บ้านหนองขาวนั้น พ่อแม่จะปั้นตุ๊กตาดินเหนียวเป็นรูปเด็กผมจุก ผมเปีย ผมแกละ ให้เด็กเลือกจับ ถ้าเด็กจับได้ตุ๊กตาตัวใดพ่อแม่ก็จะให้เด็กไว้ผมทรงเดียวกับตุ๊กตานั้นไปจนมีอายุประมาณ 9-10 ขวบ จึงจะจัดให้มีการโกนจุก ซึ่งนิยมทำในเดือน 4 หรือเดือน 6

การโกนจุกนิยมจัดงาน 2 วัน วันแรกเรียกว่า วันสุกดิบ มีการแห่ขบวนจุก สวดมนต์เย็นและมีงานรื่นเริง ในวันที่ 2 ตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตร และทำพิธีโกนจุกออกจากศีรษะของเด็ก ในขบวนการแห่จุก เด็กที่เข้าร่วมพิธีจะแต่งกายแบบโบราณในมือถือใบลาน พนมมือไหว้นั่งบนหลังม้า ตามด้วยขบวนแห่ของญาติพี่น้อง การจัดรูปขบวนแห่มีปืน หอก ดาบ ไว้หน้าและหลังตัวเด็ก เป็นการป้องกันภูมิผีปีศาจที่จะมาเอาตัวเด็กหรือมารบกวนเด็ก ขณะที่แห่จะมีคนยิงปืนไปตลอดทาง คนถือหอกดาบจะแต่งกายแบบโบราณ ทำท่าร่ายรำเพลงหอกเพลงดาบตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงบ้านผู้จัดงาน เมื่อขบวนแห่มาถึงพ่อของเด็กจะอุ้มเด็กลงจากหลังม้า เข้าสู่พิธีทำขวัญจุกเสร็จพิธีจึงให้เด็กเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ลงเดินตามพื้นดินได้

เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนมีพิธีสงฆ์พ่อแม่ก็จะอาบน้ำและแต่งกายให้เด็กด้วยชุดขาว ตรงผมจุกจะใช้หญ้าแพรกพันจุกเป็นรูปตาข่ายครอบจุกไว้ หลังจากพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเช้าแล้วก็จะสวด ชยันโตเพื่อเป็นสิริมงคล ผู้ที่ทำหน้าที่ตัดจุกได้แก่ญาติพี่น้องหรือผู้ใหญ่ที่นับถือ ห้ามพ่อแม่ของเด็กเป็นผู้ตัดจุก โดยจะตัดจุด 3 ครั้ง แล้วนำเด็กโกนผมจนหมดจึงถือว่าเสร็จสิ้นพิธีการโกนจุก

 

3.ประเพณีการบวช

   เมื่อชายมีอายุประมาณ 20 ปีบริบูรณ์ ก็นิยมอุปสมบท หรือบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และนำหลักธรรมมาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตนในการครองเรือนต่อไปในภายหน้า เมื่อผู้ที่มีความประสงค์จะบวชมีอายุครบบวชแล้ว พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่ตระเตรียมหาวันบวชและหาพระอุปชฌาย์ในการบวช ชาวบ้านบ้านหนองขาวนิยมบวชพระในเดือน 3 และเดือน 7 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเข้าพรรษาในเดือน 8 ส่วนใหญ่จะบวชเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้ครบพรรษา

ชาวบ้านบ้านหนองขาวเห็นว่าการบวชสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีบุตรเป็นชาย ดังนั้นจะมีการเตรียมงานล่วงหน้าเป็นเวลานานและจัดงานถึง 4 วัน 3 คืน ดังนี้วันสุกดิบ หมายถึงวันเตรียมงานในวันนี้จะมีการจัดเตรียมสถานที่ และจัดทำอาหารมีการล้มวัวและล้มหมูอย่างละ 1 –2 ตัว เพื่อเลี้ยงแขกเพราะถือเป็นงานใหญ่ ญาติพี่น้องของเจ้าภาพจะมาช่วยกันตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ ที่บ้านงาน

วันงานในวันนี้จะเริ่มตั้งแต่ 7.00 น. โดยจะมีการแห่แตรวงหรือกลองยาวไป “รับนาค” ที่วัดมาที่บ้าน จากนั้นก็จะให้นาคชำระร่างกาย แล้วจึงทำพิธีชาวบ้านเรียกว่า “ลาเฒ่าแก่” หมายถึงการแห่ขบวนไปลาผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตนนับถือ การลาเฒ่าแก่จะเริ่มจากการให้นาคลาหม้อยายและโกศอัฐของบรรพบุรุษในบ้านก่อน แล้วจึงลาพระภูมิเจ้าที่ จากนั้นก็จะไปลาศาลเจ้าพ่อแม่ ซึ่งเป็นศาลเจ้าใหญ่ในหมู่บ้านแล้วจึงเริ่มลาผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือทั้งหมู่บ้าน ปัจจุบันในขบวนแห่จะมีแตรวงหรือกลองยาว แต่สมัยก่อนจะให้นาคเดินเท้าและมีคนรำนำหน้า เมื่อลาเฒ่าแก่เสร็จแล้ว ก็จะกลับมาเตรียมตัว “ทำขวัญนาค” ในสมัยก่อนนิยมทำขวัญโดยใช้หมอขวัญ แต่ในปัจจุบัน จะนิมนต์พระมาเทศน์แทนการทำขวัญ เพราะขั้นตอนน้อยกว่าและประหยัดกว่า

เมื่อทำขวัญเสร็จแล้วในสมัยก่อนจะมีการสวดมนต์เย็นและจะมีการรับประทานอาหารร่วมกันซึ่งจะเลี้ยงกันตลอดทั้งคืน อาหารที่นิยมทำเลี้ยงกันในงานบวชคือขนมจีนน้ำยา แต่ปัจจุบันจะกินเลี้ยงโต๊ะจีนในตอนเย็นแทน และยังมีมหรสพรำแคนอีกด้วย ชาวบ้านบ้าน หนองขาวนิยมกันว่า หากบ้านใดจัดงานไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่งงาน หรืองานอื่น ๆ แล้ว มีการรำแคนก็ถือว่าเจ้าภาพจัดงานได้ยิ่งใหญ่ และเป็นผู้มีฐานะดี

วันบวช ในวันนี้จะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า แล้วจึง “อาบน้ำนาค” โดยนาคจะต้องกราบเท้าและนำน้ำมาล้างเท้าให้พ่อและแม่เสียก่อน แล้วพ่อแม่จึงจะเริ่มอาบน้ำนาคเป็นคนแรก จากนั้นญาติผู้ใหญ่และเพื่อนฝูงของนาคก็จะอาบน้ำนาคตามลำดับเสร็จแล้วจึงให้นาคแต่งกายด้วยชุดขาวแล้วทำพิธี “แห่นาค” ไปวัดโดยให้นาคขี่ม้าไป

เมื่อถึงวัดก็จะนำนาคลงจากหลังม้าแล้วให้นาคหว่านทานหรือ “หว่านลูกพริก” ชาวบ้านออกเสียงว่า “หว่านลูกกะพริก” ลูกพริก หมายถึงลูกมะกรูดที่ใส่สตางค์เหรียญไว้ภายใน แต่ปัจจุบันมะกรูดมีราคาแพงและหายาก จึงใช้สตางค์เหรียญห่อกระดาษแก้วแทน เชื่อกันว่าหากนำลูกพริกไปฝังไว้ที่กลางทุ่งนาแห่งใด ก็จะทำให้เพลี้ยไปมาลงข้าวในทุ่งนาแห่งนั้น จากนั้นก็จะนำนาคเวียนรอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วจึงนำนาคเข้าโบสถ์เพื่อประกอบพิธีอุปสมบท หลังจากบวชเป็นพระแล้ว ก็จะออกมานอกโบสถ์ ญาติโยมก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัยใส่ย่ามให้พระบวชใหม่แล้วพาพระบวชใหม่ไปยังกุฎิ ในตอนเย็นก็จะมีการสวดมนต์เย็นที่บ้านงาน

วันฉลองหลังจากบวชแล้ววันรุ่งขึ้นก็จะมีการ “ทำบุญฉลองพระบวชใหม่” โดยจะเลี้ยงพระในตอนเช้า หลังเลี้ยงพระเสร็จจึงถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนในงานบวช แต่ปัจจุบันมักจะทำบุญฉลองพระบวชใหม่ให้เสร็จสิ้นในตอนเพลของวันบวช

 

4.ประเพณีการสู่ขอ – แต่งงาน

   ตามธรรมเนียมไทย การแต่งงานจะมีขึ้นหลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรักใคร่ชอบพอกันในเวลาอันสมควร เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่หรือร่วมครอบครัวเดียวกันแล้ว ฝ่ายชายก็จะบอกกับพ่อแม่ให้ทราบ เพื่อให้จัดหาผู้ใหญ่ไปทาบทามสู่ขอฝ่ายหญิง ผู้ทีได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไปเจรจาสู่ขอ เรียกว่า “เฒ่าแก่” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีฐานะดี เป็นที่เคารพนับถือและรู้จักพ่อแม่หรือผู้ปกครองของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นอย่างดี รวมทั้งรู้จักอุปนิสัยใจคอของฝ่ายชายที่ตนจะเป็นตัวแทนไปสู่ขอด้วย เพราะตัวเฒ่าแก่จะต้องเป็นผู้รับรองนิสัยความประพฤติฐานะการงาน ฯลฯ ให้แก่ฝ่ายชาย

ชาวบ้านบ้านหนองขาวถือกันว่า การสู่ขอครั้งแรกต้องทำในวันศุกร์ แต่ถ้าสู่ขอแล้วพ่อแม่ของฝ่ายหญิงไม่ยกให้ หากมาขอครั้งต่อไปก็สามารถสู่ขอวันอื่นที่ไม่ใช่วันศุกร์ได้ เมื่อพ่อแม่ยกลูกสาวของตนให้แล้วก็ยังไม่สามารถแต่งงานได้ในเร็ววัน เป็นเพราะที่บ้านหนองขาวมีธรรมเนียมว่า นอกจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะขอสินสอดทองหมั้น ซึ่งขอเพียงเล็กน้อยพอเป็นธรรมเนียมแล้ว สิ่งสำคัญคือมักจะขอเรือนหอหนึ่งหลัง ที่ปลูกอยู่ใกล้บ้านพ่อแม่ของฝ่ายหญิง โดยฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายออกที่ดินและหลังคาให้ ส่วนฝ่ายชายจะมีหน้าที่ในการปลูกเรือนหอ ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้เวลานานกว่าที่จะหาเงินมาปลูกเรือนหอได้ ดังนั้นเมื่อชาวบ้านบ้านหนองขาวบ้านใดมีลูกชาย พ่อแม่ก็มักจะเตรียมหาไม้มากองเก็บไว้ในบริเวณบ้าน เพื่อจะเอาไว้ให้ลูกชายปลูกเรือนหอนั่นเอง หากผู้หญิงบ้านหนองขาวไปแต่งงานกับชายต่างถิ่นแล้วไม่ได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านหนองขาวชาวบ้านก็ยังถือเป็นธรรมเนียมว่า ฝ่ายชายจะต้องมาปลูกเรือนหอ 1 หลัง ตามธรรมเนียมดังกล่าว เช่นกัน

ในช่วงที่สู่ขอกันไว้แต่ยังไม่ได้แต่งงานกันนั้น เมื่อถึงเทศกาลสารทไทยในเดือน 10 ซึ่งนิยมทำกระยาสารทไปให้ญาติพี่น้องของฝ่ายชายให้ครบทุกบ้าน เมื่อนำไปให้แล้วญาติของฝ่ายชายก็จะให้เงินตอบแทนเล็กน้อยเพื่อเป็นการรับขวัญ และเมื่อถึงเทศกาลตรุษไทยในเดือน 4 ก็จะต้องนำข้าวเหนียวแดง หรือที่เรียกว่า “ขนมแปร” ไปให้ญาติฝ่ายชายด้วยเช่นกัน เนื่องจากคนในบ้านหนองขาวมักเป็นพี่น้องกัน การนำขนมไปให้ในเทศกาลทั้งสองนี้จึงยากลำบาก แต่ชายหญิงก็ต้องปฏิบัติให้ครบทุกบ้าน ดังนั้นหากญาติพี่น้องคนใดเห็นใจก็จะให้เงินรับขวัญแล้วบอกว่าสารทไทยและตรุษไทยคราวหน้าไม่ต้องนำขนมมาให้ก็ได้ แต่ถ้าญาติพี่น้องบ้านใดไม่พูดเช่นนี้ เมื่อถึงเทศกาลก็ยังคงต้องนำขนมไปให้จนกว่ากญิงชายคู่นั้นจะได้แต่งงานกัน นอกจากนี้ยังถือเป็นธรรมเนียมว่า ช่วงที่สู่ขอกันไว้นั้น ในฤดูทำนาฝ่ายชายจะต้องไปช่วยไถนาให้ฝ่ายหญิง ส่วนฝ่ายหญิงจะต้องไปช่วยดำนาให้ฝ่ายชาย และเมื่อถึงคราวเก็บเกี่ยวฝ่ายหญิงก็มีหน้าที่เป็นแม่ครัวหุงหาอาหารไปเลี้ยงแขกที่มาช่วยเกี่ยวข้าวในนาของฝ่ายชาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการพิสูจน์ความเป็นแม่บ้านแม่เรือนของฝ่ายหญิงนั่นเอง

 

5.ประเพณีการตาย

   เมื่อมีคนตายชาวบ้านบ้านหนองขาวซึ่งถือความเป็นพี่เป็นน้องก็จะไปช่วยงานโดยไม่ต้องให้เจ้าภาพมาบอกกล่าว และปัจจุบันก็ยังคงถือปฏิบัติเช่นนี้ ชาวบ้านจะเรียกบ้านที่มีงานศพว่า “บ้านผีตาย”

ในสมัยก่อนเมื่อยังไม่มีโลงศพขาย หากมีคนตาย ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายและชำนาญป่าก็จะนัดชาวบ้านกลุ่มหนึ่งไปตัดต้นไม้ในป่าเพื่อมาต่อเป็นโลงศพและเป็นพื้นที่ใช้เผาศพ ไม้ที่ตัดมาทำโลงศพ คือ ไม้งิ้ว เพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนที่เลื่อยง่าย ส่วนไม้ที่นำมาทำฟืนเผาศพคือไม้เต็ง และไม้รัง เมื่อได้ไม้มาแล้วชาวบ้านก็จะต่อโลงศพโดยนำเอาก้านตาล (ทางของต้นตาลโตนด) มาทำเป็นหลักยึดมุมทั้ง 4 ของโลงศพ แล้วใช้ไม้งิ้วตอกประกบทั้งสี่ด้าน ส่วนพื้นโลงก็จะตอกไม้พาดตามขวางเพื่อให้รับน้ำหนัก แล้วนำไม้ไผ่เหลาเป็นซี่ ๆ มาทำเป็นเรือกเอาเสื่อหรือฟูกปูรอง หลังจากที่นำศพที่มัดตราสังและรดน้ำศพเรียบร้อยก็จะนำศพใส่โลง โดยจะทำฝาปิดหรือไม่ทำก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าขาวปิดไว้บนโลงศพเท่านั้น แต่บางบ้านจะไม่เอาศพใส่โลงจนกว่าจะถึงกำหนดเคลื่อนศพไปเผา ระหว่างที่ตั้งศพอยู่ในบ้านก็เพียงแค่เอาผ้าคลุมศพแล้วทำม่านกั้นไว้เท่านั้น

เนื่องจากในสมัยก่อนไม่มีการฉีดยาศพและไม่มีการทำฝาโลงปิด ศพจึงส่งกลิ่นเร็วมาก ชาวบ้านจึงนิยมตั้งศพไว้ที่บ้านเพียง 2 หรือ 3 วันเป็นอย่างมาก โดยฤดูร้อนมักตั้งศพไว้เพียง 2 วัน ส่วนฤดูหนาว อาจตั้งศพไว้ถึง 3 วัน ในตอนหัวค่ำจะนิยมนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรม จากนั้นก็มักจะมีการ “สวดพระมาลัย” เพื่ออยู่เป็นเพื่อนศพ การสวดพระมาลัยนี้จะเริ่มสวดตั้งแต่ประมาณสามทุ่มเรื่อยไป บางครั้งอาจสวดจนรุ่งสว่าง

เมื่อถึงวันเผาศพหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “จุดศพ” ก็จะมีการเลี้ยงเพลที่บ้าน จากนั้นชาวบ้านชายกลุ่มหนึ่งก็จะมาที่วัดเพื่อช่วยกัน “ตีเล้าหมู” คือ นำไม้เต็งหรือไม้รังที่ใช้เป็นฟืนมากองขัดกันให้สูงขึ้นไป 4 ด้าน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะนำศพออกจากบ้าน โดยนิยมนำศพออกในตอนเที่ยงและเผาในเวลาประมาณบ่ายโมง เมื่อนำศพมาถึงวัดแล้วก็จะแห่ศพเวียน 3 รอบ แล้วนำขึ้นตั้งยังกองฟืนที่ตีเล้าหมูไว้ โดยจะเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ แล้วจับศพพลิกคว่ำเพื่อไม่ให้ศพลุกนั่งในขณะที่ถูกเผา แล้วจึงเอาไม้ท่อนใหญ่ทับลงไปบนศพเพื่อไม่ให้โลงศพตกลงมาทางด้านข้างของกองฟืน และหาไม้ที่มีขนาดใหญ่และยาวจำนวน 2 ต้น มาขัดกันเป็นกระโจมคร่อมโลงศพไว้อีกชั้นหนึ่ง จากนั้นก็จะนิมนต์พระมาเทศน์ สวดมาติกา ถวายไทยธรรมไทยทาน ทอดผ้าบังสุกุล แล้วจึงวางดอกไม้จันทน์ เจ้าภาพหว่านทานและจุดศพ

ในกรณีที่เป็นศพคนตายผิดปกติหรือผีตายโหง ชาวบ้านจะทำ “พิธีล่อหลุม” ก่อนที่จะนำโลงศพขึ้นตั้งบนกองฟืน โดยชาวบ้านจะขุดดินให้ลึกลงไปเล็กน้อย มีขนาดกว้างยาวเท่ากับโลงศพ แล้วนำโลงวางลงไปในหลุมนั้น จากนั้นก็จะทำการสะกดศพเพื่อป้องกันไม่ให้ผีนั้นดุร้ายหรืออาละวาด การเผาศพที่บ้านหนองขาวจะไม่เผาในวันศุกร์หรือวันพระสิ้นเดือน

ปัจจุบันชาวบ้านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่อโลงศพเองแล้ว เนื่องจากมีร้านขายโลงศพสำเร็จรูปตั้งอยู่ภายในชุมชนจึงหาซื้อได้ง่าย แต่กระนั้นชาวบ้านก็ยังคงรักษาประเพณีนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นโดยเฉพาะการสวดพระมาลัย การจัดงานศพชาวบ้านบ้านหนองขาวถือว่าเป็นงานที่สิ้นเปลือง เนื่องจากมีชาวบ้านมาร่วมงานศพเป็นจำนวนมากเพระถือว่าผู้ตายเป็นญาติของตน