หมวดหมู่: บทความ

พิพิธภัณฑ์หนองขาว

ถนนสายที่เชื่อมระหว่างกาญจนบุรีกับอำเภอพนมทวน  มีตำบลหนองขาว ตั้งอยู่ระหว่างทาง  หากผู้คนที่ผ่านไปไม่เคยรู้จัก “บ้าน” แห่งนี้มาก่อน อาจพานเข้าใจผิดได้ว่า  กำลังผ่านอำเภอขนาดย่อม  ด้วยว่าขนาดบ้านเรือนที่มีอยู่หนาแน่นประมาณ 1 พันหลังคาเรือนนั้น แน่นหนาเกินกว่าจะเป็นแค่บ้านตำบลธรรมดาได้  แต่ความจริงก็คือ “หนองขาว” ยังคงเป็นตำบล  แต่เป็นตำบลที่ยังมีความเป็นชุมชนหลงเหลืออยู่อย่างน่าสนใจ

      มิใช่แต่เพียงขนาดหมู่บ้านที่มองเห็นว่าใหญ่โตเท่ากัน  “ความรับท้องถิ่น”  จนอาจจะกล่าวได้ว่า ท้องถิ่นนิยมของคนที่นี่ยังปรากฏให้เห็นอยู่ในหลายวาระ   หลายเรื่องราว

      เมื่อไม่กี่ปีก่อน  มีข่าวว่าทางราชการจะรื้ออาคารเรียนหลังเก่าของโรงเรียนวัดอินทาราม   ที่ตั้งอยู่ในเขตวัด  แล้วสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นใหม่ทำให้เกิดแรงกระตุ้นแก่บรรดาครูโรงเรียน กำนัน พระสงฆ์ และพ่อค้า  ในชุมชน  ที่ต้องการจะปกปักรักษาอาคารเรียนหลังเดิมไว้  เพราะคนเก่าแก่หลายคนต่างก็จบการศึกษาจากโรงเรียนนั้นด้วยกันมา  จึงไม่ยอมให้มารื้อทุบอาคารสองชั้นเก่าแก่อันสวยงามของตนกันได้ง่าย ๆ  อย่างน้อยที่สุดประวัตศาสตร์ของชุมชนก็มีอาคารโรงเรียนโกวิท อินทราทรรวมอยู่ด้วย  จะปล่อยให้หลุดมือไปเปล่า ๆ อย่างไรได้

      ความสำเร็จของการพิทักษ์รักษาอาคารเรียนหลังเก่านำมาซึ่งการก่อรูปพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตำบลหนองขาว  โดยจะใช้อาคารสองชั้นที่สร้างเสร็จเมื่อปี  พ.ศ.2480  หลังดังกล่าว เป็นที่ตั้งแสดงโบราณวัตถุที่ชุมชมรวบรวมขึ้นไว้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมิอาจสำเร็จลุล่วงได้ง่าย ๆ เพียงแค่วัตถุสิ่งของที่จัดแสดง สิ่งสำคัญคือ “เรื่องราว” ของชุมชนที่ต้องการนำเสนอผ่านวัตถุต่างหาก

      แล้วเรื่องราวของชาวหนองขาวที่ต้องการจะ “เล่า” ให้คนอื่นรับรู้จะเป็นอย่างไร  บางทีเรื่องราวเหล่านี้ย่อมต้องการความร่วมมือจากนักวิชาการที่เข้ามาช่วยสนับสนุนด้วยการทำวิจัยเพื่อนำเสนอเรื่องเล่าของชาวหนองขาวอย่างเป็นระบบ มีมิติทางประวัติศาสตร์ สังคม และวิถีชีวิตความคิดความเชื่อของชาวบ้าน  เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นใกล้เคียงไปพร้อมกัน  ถ้าย้อนไปดูหลักฐานประวัติศาสตร์ จะพบว่า “หนองขาว” ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายและการเดินทัพแต่โบราณ  รศ.ศรีศักร  วัลลิโภคม  เมธีวิจัยอาวุโส  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม จะเห็นว่าท้องถิ่นนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของความเจริญรุ่งเรืองยุคสุวรรณภูมิ  อันมี “อู่ทอง” เป็นศูนย์กลางส่วนเส้นทางคมนาคมนั้น พิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์แล้วเชื่อว่าเคยเกี่ยวกับเส้นทางเดินทัพ  โดยเฉพาะสงคราม เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเส้นทางติดต่อระหว่างพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี  และกาญจนบุรี  ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ยังศึกษาได้จากวรรณคดี “ขุนช้าง ขุนแผน” ด้วย

      จากสายตาของนักวิชาการที่ลงไปศึกษาพบว่าสิ่งที่โดดเด่นของหนองขาว ที่ไม่เหมือนชุมชนเมืองอื่น คือ ที่นี่ไม่มีศาลเจ้าจีนหรือโรงเจ อย่างไรก็ตาม  มีศาลเจ้ากลางชุมชนแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า “ศาลพ่อแม่” มีอายุเกือบ 200 ปี  มีอิทธิพลแบบจีนเล็กน้อย  คือเมื่อคนในหมู่บ้านมีงานมงคลต่าง ๆ จะต้องบอกกล่าวศาลพ่อแม่มิเช่นนั้นจะมีอุปสรรคในการจัดงาน เช่น เปิดเครื่องเสียงไม่ติด  ทำขนมจีนไม่เป็นเส้น  การบอกศาลก็เพียงแต่ตักหัวข้าว  หัวแกง (ข้าวและแกงที่สุกใหม่) ขนมต้ม  และเหล้ามาไหว้ในวันสุกดิบ  สำหรับลักษณะของศาลพ่อแม่นั้น เป็นปุ่มไม้ขนาดใหญ่มากที่คนรุ่นปู่ย่าตายายของชุมชนนี้พบจากในป่าแล้วเชื่อว่าเป็นไม้เทวดาที่กำหนดให้นำมาไว้บูชาในชุมชน

      ถึงแม้ขณะนี้พิพิธภัณฑ์หนองขาวยังอยู่ในขั้นตระเตรียมการจัดแสดง  จะเริ่มปิดบางส่วนในช่วงสงกรานต์  โดยแบ่งส่วนแสดงไว้หลายหัวข้อ เช่น  ข้อมูลโบราณคดี  เส้นทางเดินทัพโบราณ ความเป็นท้องถิ่นหนองขาวให้เห็นสภาพแวดล้อมของสังคมชาวนา  อธิบายวิถีชีวิตความเป็นคน “ใจกล้า  นักเลง  มีหัวข้อ “ผู้หญิงหนองขาว” ที่มีความโดดเด่นในการทำงานมาตั้งแต่อดีต เป็นต้น แต่ถ้าใครต้องการจะเข้าไปเที่ยวชมหมู่บ้านหนองขาวก็สามารถจะแวะไปได้    โดยไม่ต้องคำนึงถึงเทศกาล 

      เดินผ่านเข้าไปในหมู่บ้านจะรู้สึกเสมือนย้อนยุคเข้าสู่บรรยากาศราว 50 ปีก่อน  เพราะลักษณะอาคารบ้านเรือนหลายหลังยังไม่ถูกทำลายลง ยกเว้นแต่ว่ากาลเวลาจะค่อย ๆ กลืนกิน อย่างเช่น  อาคารสุขศาลาหลังเก่าแม้จะดุทรุดโทรม แต่ชาวบ้านก็คิดว่าจะต้องซ่อมแซมแน่นนอน หรือแม้แต่เรือนแถวไม้สองชั้นแบบเท่าที่เคยเป็นห้องแถวการค้าของคนจีน  ณ ปัจจุบันก็ยังรักษาไว้เป็นบ้านเช่าอยู่ได้  นอกจากนี้  ก็ยังมีบ้านของหมอกลางบ้านสมัยก่อนที่เคยใช้เป็นสถานที่รักษาคนไข้ในหมู่บ้าน ยังมีเครื่องบดยาเก็บไว้อยู่  ถึงแม้วันนี้ยังไม่ได้เปิดให้ดู  แต่ก็อยู่ในโครงการอนุรักษ์ของชมชนเช่นกัน

      จะเห็นว่า ความเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของหนองขาวนั้น  ถึงแม่นิทรรศการจัดแสดงจะยังไม่เรียบร้อยดี  แต่ผู้คนที่สนใจใครจะรู้เรื่องราววิถีชีวิตผู้คนบ้านอื่นก็สามารถจะแวะไปเยี่ยมเยือนชุมชนดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องรอว่าเรื่องราวในห้องสี่เหลี่ยมของพิพิธภัณฑ์จะเสร็จสมบูรณ์เม่อไร เพราะวันนี้ “หนองขาว” มีเรื่องราวที่พร้อมจะบอกเล่าแก่คนต่างถิ่นอย่างน่าภาค ภูมิใจอยู่แล้ว

ความเชื่อต่างๆ

ความเชื่อต่าง ๆ ของชาวบ้านหนองขาว

1.ความเชื่อเรื่องยาย

 ชาวบ้านบ้านหนองขาว มีความเชื่อเรื่องยายมาตั้งแต่โบราณ และนับถือยายสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน บ้านของชาวบ้านทุกหลังจะต้องมีหิ้งบูชายายและมีการไหว้ยาย ซึ่ง “ยาย” ของชาวบ้านบ้านหนองขาว หมายถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถือว่าเป็นต้นตระกูลซึ่งลูกหลานต้องรับไปไว้ในบ้านของตนสืบต่อกันตามช่วงอายุ ดังนั้นในความเชื่อของชาวบ้าน “ยาย” จึงไม่ใช่ผีบ้านผีเรือน ถึงแม้ว่าจะคอยปกปักรักษาให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านอยู่เย็นเป็นสุขเหมือนผีบ้านผีเรือนก็ตาม

 เมื่อชาวบ้านบ้านหนองขาวแต่งงานแยกครอบครัว ไปมีบ้านเป็นของตนเองก็จะต้องทำพิธีรับยาย จากบ้านของพ่อแม่ไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านของตน เพื่อเป็นสิริมงคลและสืบต่อบรรพบุรุษ เนื่องจากยายมีหลายประเภทและอยู่ในภาชนะต่าง ๆ กัน ลูกหลานต้องรู้ว่าบรรพบุรุษของตนนับถือยายอะไรบ้าง จึงจะทำพิธีรับยายและบูชายายได้ถูกต้องตามที่บรรพบุรุษของตนนับถือ วิธีปฏิบัติในการรับยาย คือ นำภาชนะต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ยายมาเท่าจำนวนที่มีในบ้านเดิมของตน กล้วย 1 อุ้ม หมากพลู รูปปั้นขี้ผึ้งเล็ก ๆ (ใช้สมมติแทนยาย) เท่าจำนวนภาชนะ ดอกไม้ธูปเทียน ขนมต้มแดงต้มขาว และหัวข้าวหัวแกง จัดใส่หาบแล้วหาบไปบ้านพ่อแม่ของตน แม่จะทำพิธีมอบยายให้กับลูก ลูกก็จะหาบกลับบ้านมาบ้านแล้วนำมาจัดตั้งไว้ในห้องนอนด้านหัวนาน ทำพิธีจุดธูปเทียนบูชาเป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้นทุกปีในเดือน 6 ก่อนเข้าพรรษา ก็จะจัดให้มีการบูชายาย 1 ครั้ง ของที่ใช้ในการบูชามี บายศรีปากชาม ขนมต้มแดงต้มขาว หมากพลู ดอกไม้ธูปเทียนและน้ำ วันที่เหมาะในการบูชายายคือวันศุกร์ แต่ห้ามบูชายายหรือรับยายในวันพระ 

 ในการรับยายนี้ ชาวบ้านหนองขาวเชื่อว่าจะต้องหาบไปจากบ้านพ่อแม่เท่านั้น มิฉะนั้นยายไม่ยอมไปด้วย แล้วก็จะบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับลูกหลานคนนั้น จนต้องมารับยายใหม่ หากลูกหลานไปตั้งรกรากอยู่ไกล ไม่สามารถหาบไปจนถึงบ้านได้ ก็ต้องหาบออกจากบ้านพ่อแม่ให้พอเป็นพิธี และเมื่อขึ้นรถแล้วก็ต้องอุ้มกระจาดไปตลอดทางจนกว่าจะถึงบ้าน แล้วจึงหาบยายเข้าบ้านของตนและต้องนำยายเข้าบ้านให้ทันก่อนเพล หากไม่ทันเพลก็ต้องมารับยายใหม่นอกจากนี้ยังเชื่อว่าห้ามรับยายโดยการนำยายใส่กระสอบ
(เพิ่มเติม…)

ประเพณีความเชื่อ

1. ประเพณีการเกิด

    จากการพูดคุยกับผู้อาวุโสที่มีอายุกว่า 60 ปี ได้เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนเวลาคลอดบุตรต้องอาศัยหมอตำแย เนื่องจากการแพทย์ยังไม่เจริญ ผู้ที่เป็นหมอตำแยสมัยนั้นก็มีอาชีพทำนาเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่น ๆ แต่ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจในฝีมือการทำคลอดจากชาวบ้านส่วนใหญ่

ช่องก่อนคลอด ผู้หญิงหนองขาวยังคงทำงานตามปกติ จะหยุดทำงานเมื่อท้องแก่ใกล้คลอด บ้านใดมีหญิงท้องแก่จะต้องไปบอกกล่าวหมอตำแยให้เตรียมตัวมาทำคลอดให้ไว้ล่วงหน้า ในช่วงก่อนคลอดนี้ชาวบ้านห้ามหญิงที่ตั้งท้องกินของดอง ของร้อน และของเผ็ดมากเกินไป ห้ามนั่งขวางบันได เพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดยาก

อุปกรณ์ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการทำคลอดและการอยู่ไฟหลังคลอด ได้แก่ ไม้สะแกหรือไม้มะขาม สำหรับใช้ในวันคลอดและระหว่างอยู่ไฟ ยันต์หรือหนังวัวหนังควายฟั่นเป็นเชือกใช้เป็นเครื่องราง ล้อเกวียนสำหรับกั้นประตูเพื่อกันไม่ให้ผีเข้ามาในห้องที่ทำคลอด หม้อดินสำหรับใส่รก เครื่องขวัญได้แก่ ข้าวสาร พานหมาก 7 พลู ด้วย 1 ขิด เงิน 6 สลึง สำหรับหมอตำแยบูชาครู และไม้รวกสำหรับตัดสายรก

เมื่อถึงวันคลอดจะต้องติดยันต์และเครื่องรางต่าง ๆ ไว้รอบห้องที่ทำคลอด นำล้อเกวียนมาวางไว้ระหว่างประตูเพื่อกันผี และต้องปลดกลอนประตูหน้าต่างทุกบานในบ้าน เพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดได้สะดวก หมอตำแยจะทำคลอด โดยมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นผู้ช่วย เริ่มจากการตั้งขวัญบูชาครู จากนั้นจึงจะทำคลอดโดยให้ผู้คลอดนั่งเหยียดขา เอาหลังพิงหมอนหรือไม้มะขามที่เตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาคลอดพ่อบ้านก็จะสาดน้ำเข้ากองไฟแล้วผลักให้ล้มลงพอดีกับที่คลอด เมื่อคลอดแล้วหมอตำแยก็จะตัดสายรกด้วยไม้รวก นำทารกใส่กระด้ง นำรกใส่หม้อดินแล้วเอาไปฝังไว้ที่ใต้บันไดหรือใต้ต้นไม้เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กไม่เที่ยวไม่ซน จากนั้นก็จะมีการร่อนกระด้งโดยหมอตำแยจะนำเด็กใส่กระด้งแล้วค่อย ๆร่อน ขณะที่ร่อนก็ร้องว่า “สามวันลูกผีสี่วันลูกคน” ทำเช่นนี้จนครบ 3 ครั้ง เมื่อครบแล้วแม่ของเด็กก็จะร้องบอกว่า “ลูกกู” เพื่อรับว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของตนจากนั้นจะนำสมุดดินสอมาวางไว้ข้าง ๆ ทารก เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กเรียนหนังสือเก่ง

(เพิ่มเติม…)

อาชีพหลัก

1. การทำนา

    การทำนามี 2 วิธีคือ 

     – การทำนาหว่าน

     – การทำนาดำ

     ขั้นตอนการทำนา 

     1. ไถดะ

     2. ไถแปร

     3. นำเมล็ดข้าวเปลือกหว่านลงไปแล้วไถกลบอีกครั้ง(นาหว่าน) แต่ถ้าเป็นนาดำจะต้องคราดเอาเศษหญ้าและอื่น ๆ ออกเสียก่อนแล้วจึงนำกล้าที่เตรียมไว้มาปักดำ

     4. รับขวัญข้าวเมื่อข้าวตั้งท้อง

     5. เก็บเกี่ยวเมื่อครบกำหนด

     6. นวดข้าวโดยการนำข้าวที่มัดไว้มาเรียงไว้บนลานที่เตรียมไว้แล้วใช้วัวย่ำให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวง

     7. โบกข้าวคือการนำเอาเมล็ดข้าวเปลือกมาเททีละน้อย แล้วใช้กระด้งโบกให้ละออง ข้าวออก

     8. เก็บข้าวเข้ายุ้งที่เตรียมไว้         

(เพิ่มเติม…)

“ไอุ้บุญทองบ้านหนองขาว”

“ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” เป็นละครเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้านหนองขาว จากบทประพันธ์ของ พงอนันต์ สรรพานิช

      โรงละครกลางแจ้ง จัดแสดงวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวบ้านหนองขาว นำเสนอในรูปแบบของละครเรื่อง “ไอ้บุญทอง บ้านหนองขาว” ผ่านตัวละครอย่างไอ้บุญทอง และน้ำตาล โดยจำลองเรือนไทย ๒ ชั้น ไว้บริเวณลานวัฒนธรรมของวัดอินทาราม ตัวเรือนไทยแบ่งเป็นห้องต่างๆ เช่น ครัวไทย มีเครื่องมือ เครื่องใช้ในการหุงต้มแบบโบราณ ห้องนอน เปลผ้าขาวม้าของเด็ก ฝาผนังในบ้านประดับด้วยภาพสมัยเก่า อย่าง ภาพเชยศึกในเมืองกาญจน์เมื่อครั้งสงครามโลก ครั้งที่ ๒  บริเวณระเบียงบ้าน เวทีปูนหน้าบ้าน และสนามหญ้าหน้าบ้าน จัดเป็นเวทีแสดง และมีที่นั่งชั้นพิเศษเป็นเสื่อปูที่ลานสนามหญ้าหน้าบ้านให้นักท่องเที่ยวได้รู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านของไอ้บุญทองและร่วมไปในเหตุการณ์ที่ไอ้บุญทองประสบด้วย

(เพิ่มเติม…)

ประวัติของหมู่บ้าน

ชื่อหมู่บ้าน

    หมู่บ้านหนองขาว ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี รหัสไปรษณีย์ ๗๑๑๑๐ เดิมชื่อ บ้านหนองหญ้าดอกขาว เกิดจากคนไทยที่หนีพม่ามารวมตัวกันบริเวณหนองน้ำ ซึ่งมีต้นหญ้าดอกสีขาว เป็นสัญลักษณ์ และได้ตั้งถิ่นฐานกันเรื่อยมา ต่อมาเรียกชื่อเป็น หนองขาว

อาณาเขต

(เพิ่มเติม…)